ข้ามไปยังเนื้อหา

ภาคผนวก ง: แนวทางการจัดทำรหัส Pharmaceutical Product Identifier (PhPID)

การจัดทำรหัส Pharmaceutical Product Identifier (PhPID) เป็นกระบวนการสำคัญในการกำหนดรหัสมาตรฐานสำหรับระบุผลิตภัณฑ์ยาในระดับองค์ประกอบทางเภสัชกรรม (pharmaceutical product concept) โดยอ้างอิงตามข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO 11616 เพื่อรองรับการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ยาระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันในระดับสากล

การจัดทำรหัส PhPID จะอาศัยข้อมูลจากฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผ่านกระบวนการจัดเตรียมและปรับมาตรฐานแล้ว โดยเฉพาะข้อมูลสารสำคัญ ความแรงของสาร และรูปแบบเภสัชภัณฑ์ ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนการทำความสะอาดข้อมูล (data cleansing) และการ mapping เข้าสู่รหัสมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องก่อนนำมาประกอบกัน ทั้งนี้ องค์ประกอบหลักที่ใช้ในการสร้างรหัสประกอบด้วยรหัสสารสำคัญ (Substance Identifier) ความแรงหรือปริมาณสาร (Strength) และรหัสบ่งชี้รูปแบบเภสัชภัณฑ์ (Dose Form Identifier) ซึ่งเป็นข้อมูลในระดับ pharmaceutical product โดยไม่รวมชื่อการค้า บรรจุภัณฑ์ ชื่อบริษัท หรือประเทศที่ขึ้นทะเบียน

รหัส PhPID สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ (PhPID Level 1 ถึง 4) ตามความละเอียดขององค์ประกอบข้อมูลที่ใช้ ดังนี้

  • PhPID Level 1: [Substance ID]
  • PhPID Level 2: [Substance ID] + [Strength]
  • PhPID Level 3: [Substance ID] + [Dose form ID]
  • PhPID Level 4: [Substance ID] + [Strength] + [Dose form ID]

โดยแต่ละระดับของ PhPID มีแนวทางในการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อนำไปสร้างเป็นรหัส PhPID ดังนี้

เป็นรหัสที่มาจากข้อมูลเพียงส่วนเดียว คือ ส่วนสารสำคัญ โดยการจัดเตรียมข้อมูลสารสำหรับ PhPID Level 1 มีหลักการสำคัญคือให้สะท้อนถึงสารออกฤทธิ์ในระดับ active moiety เท่านั้น โดยไม่รวมองค์ประกอบอื่น ๆ ในระดับผลิตภัณฑ์ยา ทั้งนี้ ระบบนี้กำหนดให้ใช้แนวทาง active moiety normalization เพื่อควบคุมความซ้ำซ้อนของข้อมูลและสนับสนุนการจัดกลุ่มสารอย่างสม่ำเสมอ โดยมีหลักการในการจัดทำข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. ไม่รวม excipient, manufacturing descriptor, physical property, grade มาตรฐาน หรือข้อมูลความแรงใด ๆ ในชื่อสาร
  2. กรณีตำรับยามีสารมากกว่าหนึ่งชนิด ให้แยกเป็นรายชื่อสารเดี่ยว และจัดเรียงลำดับอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการเกิดรหัสซ้ำเชิงโครงสร้าง
  3. รูปเกลือ (salt form) ของสารที่แตกต่างกันให้ถือเป็นสารต่างชนิดกัน เฉพาะในกรณีที่มีผลต่อกลไกหรือคุณลักษณะการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น หาก salt form ไม่มีผลต่อ active moiety และกลไกการออกฤทธิ์ ให้ไม่ต้องระบุเกลือ และ normalize เหลือเฉพาะชื่อสารหลัก (active moiety)
  4. ไม่ระบุ hydrate form ทุกกรณี โดยให้ตัดคำที่บ่งชี้ hydrate ออกทั้งหมด เช่น monohydrate, trihydrate, pentahydrate และให้เหลือเฉพาะชื่อสารในระดับ active moiety

โดยมีรูปแบบการดำเนินการดังนี้

  • การจัดเตรียมข้อมูลสารสำหรับ PhPID Level 1 คณะจัดทำกำหนดแนวทางเชิงนโยบายให้ใช้หลัก active moiety normalization โดยได้ตัด hydrate form ออกทั้งหมด เพื่อให้เหลือเฉพาะชื่อสารในระดับสารออกฤทธิ์หลัก
  • สำหรับกรณี salt form หรือความแตกต่างของรูปแบบสารที่อาจมีหรือไม่มีผลทางคลินิก ด้วยคณะจัดทำพิจารณาแล้วพบว่าไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินความแตกต่างทางคลินิกเป็นรายกรณี จึงกำหนดวิธีการอ้างอิงเข้าสู่รหัสสารมาตรฐานสากลเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน โดยตั้งต้นหลักการว่า หากฐานข้อมูลมาตรฐานสากล เช่น SNOMED AMT (Australian Medicines Terminology) หรือ RxNorm แยกสารดังกล่าวออกเป็นรหัสคนละรายการ (เช่น มีการระบุ salt form, มี salf form ที่แตกต่างกัน, หรือไม่มีการระบุ salt form) ให้ถือว่าสารนั้นมีความแตกต่างในระดับ substance และให้จัดเป็นคนละสารสำหรับการจัดทำ PhPID Level 1

เป็นรหัสที่มาจากข้อมูล 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนสารสำคัญ และส่วนความแรงหรือปริมาณสาร โดยการเตรียมข้อมูลในแต่ละส่วนมีดังนี้

  1. ส่วนสารสำคัญ จะใช้ข้อมูลจากการเตรียมตามวิธีการที่ระบุใน PhPID level 1

  2. ส่วนความแรงหรือปริมาณสาร ซึ่งมีหลักการในการจัดทำดังต่อไปนี้

    • ให้กำหนดค่า strength โดยต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนทั้งค่า (value) และหน่วย (unit) ของ numerator และ denominator อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เป็น concentration strength ต้องระบุทั้งส่วนปริมาณสารและปริมาณหน่วยอ้างอิงอย่างชัดเจน
    • กรณีตำรับยาที่มีสารมากกว่าหนึ่งชนิด ต้องระบุความแรงของสารแต่ละตัวอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ ห้ามใช้ข้อมูลขนาดบรรจุหรือปริมาตรบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของ denominator ในการแสดงความแรง เช่น ไม่ใช้ 10 mL/1 vial เป็นหน่วยอ้างอิงความแรง
    • สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ระบุความแรงหรือปริมาณสารในรูปแบบ concentration strength ให้ปรับรูปแบบการแสดงผลให้อยู่ในลักษณะ normalized denominator ต่อ 1 หน่วย เช่น /1 mL หรือ /1 g เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้อย่างสม่ำเสมอ
    • การกำหนดหน่วยของความแรงให้ใช้รูปแบบหน่วยมาตรฐานเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ และรักษาความแม่นยำของค่าตัวเลขตามข้อมูลต้นทาง โดยไม่ปัดเศษหรือปรับค่าจนก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนเชิงปริมาณ

จากนั้นจึงนำข้อมูลของส่วนสารสำคัญ และส่วนความแรงหรือปริมาณสาร มาประกอบกันเพื่อทำการเข้ารหัสด้วยแนวทางที่กำหนดเพื่อให้ได้เป็นรหัส PhPID level 2

เป็นรหัสที่มาจากข้อมูล 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนสารสำคัญ และส่วนรูปแบบเภสัชภัณฑ์ โดยการเตรียมข้อมูลในแต่ละส่วนมีดังนี้

  1. ส่วนสารสำคัญ จะใช้ข้อมูลจากการเตรียมตามวิธีการที่ระบุใน PhPID level 1

  2. ส่วนรูปแบบเภสัชภัณฑ์ เป็นการนำข้อมูลรูปแบบเภสัชภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนมาทำการ mapping กับรูปแบบเภสัชภัณฑ์ตามมาตรฐาน EDQM เพื่อให้ได้มาซึ่ง Pharmaceutical Dose Form (PDF) จากนั้นจึงเตรียมข้อมูลโดยพิจารณาถึงคุณลักษณะหลัก 4 ส่วนที่ได้มาจาก PDF ได้แก่

    1. Administrable Basic dose form (AdmBDF) โดยมาจากการพิจารณารูปแบบโดยทั่วไปของยา (Basic dose form; BDF) ร่วมกับคุณลักษณะการแปรสภาพก่อนการให้ยา (Transformation) เช่น powder for solution for injection ผ่าน transformation รูปแบบ dissolution เพื่อให้ได้เป็น solution for injection
    2. รูปแบบการปลดปล่อยยา (Release Characteristic; RCA) เช่น conventional หรือ delayed
    3. ช่องทางการบริหารยา (Intended site; ISI) เช่น oral, parenteral, หรือ cutaneous
    4. วิธีการบริหารยา (Administration method; AME) เช่น injection, swallowing, หรือ application

ด้วยคุณลักษณะทั้ง 4 นี้ จะถูกนำมากำหนดเป็นรหัสบ่งชี้รูปแบบยาในระดับสากล (Global Dose Form Identifier; DFID) จากนั้นจึงนำข้อมูลของส่วนสารสำคัญ และส่วนรูปแบบเภสัชภัณฑ์มาประกอบกันเพื่อทำการเข้ารหัสด้วยแนวทางที่กำหนดเพื่อให้ได้เป็นรหัส PhPID level 3

เป็นรหัสที่มาจากข้อมูล 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนสารสำคัญ ส่วนความแรงหรือปริมาณสาร และส่วนรูปแบบเภสัชภัณฑ์ โดยการเตรียมข้อมูลในแต่ละส่วนมีดังนี้

  1. ส่วนสารสำคัญ จะใช้ข้อมูลจากการเตรียมตามวิธีการที่ระบุใน PhPID level 1
  2. ส่วนความแรงหรือปริมาณสาร จะใช้ข้อมูลจากการเตรียมตามวิธีการที่ระบุใน PhPID level 2
  3. ส่วนรูปแบบเภสัชภัณฑ์ จะใช้ข้อมูลจากการเตรียมตามวิธีการที่ระบุใน PhPID level 3

จากนั้นจึงนำข้อมูลของส่วนสารสำคัญ ส่วนความแรงหรือปริมาณสาร และส่วนรูปแบบเภสัชภัณฑ์มาประกอบกันเพื่อทำการเข้ารหัสด้วยแนวทางที่กำหนดเพื่อให้ได้เป็นรหัส PhPID level 4